Sunday, 20 May 2018
Author: admin

เทคนิคง่ายๆ ช่วยลูกน้อยหยุดร้องไห้ได้อย่างรวดเร็ว

เสียงร้องไห้ที่เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆของเจ้าตัวเล็กทำเอาคุณแม่หลายคนปวดหัวไปตามๆกัน และคุณแม่บางคนก็เป็นคุณแม่มือใหม่ที่น้อยประสบการณ์ด้วย จึงไม่รู้ที่จะทำอย่างไร จะดีแค่ไหนถ้าหากมีวิธีการทำให้ลูกน้อยหยุดร้องไห้ได้ในไม่กี่วินาที และเทคนิคที่จะได้นำเสนอต่อไปนี้ จะเป็นตัวช่วยคุณแม่ในการใช้จัดการกับอาการร้องไห้ของลูกรักได้อย่างอยู่หมัด กระซิบด้วยเสียงเบาที่หูของลูกน้อย เข้าไปใกล้ๆลูกน้อยและกระซิบที่หูเบาๆ พร้อมกับเปล่งเสียง “ชู่ว” ออกมา จะเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กไปที่เสียงของคุณแม่ และทำให้เด็กเกิดความสงสัยในเสียงนั้น แล้วจะลืมเรื่องที่ทำให้ร้องไห้ไปอย่างรวดเร็ว หุ้มตัวทารกด้วยผ้าขนอ่อน อาจใช้ผ้าขนหนูหรือผ้าอ้อมก็ได้ การทำเช่นนี้จะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นและหยุดร้องให้ไปในที่สุด แต่คุณแม่จะต้องทำอย่างเบามือและไม่รุนแรง อุ้มลูกขึ้นแล้วแกว่งไปมาเบาๆ คุณแม่ทุกคนต่างก็อุ้มลูกเป็นกันอยู่แล้ว ควรใช้การอุ้มให้เป็นประโยชน์ โดยการอุ้มแล้วแกว่งไปมาเบาๆ พร้อมกับร้องเพลงกล่อมไปด้วย หรือจะเปิดเพลงจากเครื่องเล่นเสียงก็ได้ อุ้มลูกรักไปสัมผัสบรรยากาศนอกบ้าน บรรยากาศนอกบ้านที่มีแสงแดดและสายลมอ่อนๆ จะช่วยให้ลูกหยุดร้องไห้ได้ คุณแม่อาจอุ้มลูกเองหรือจะใช้รถเข็นก็ได้ และถ้าหากเป็นสภาพอากาศที่เย็นสบายด้วยแล้ว ยิ่งได้ผลดีมากขึ้นไปอีก เบี่ยงเบนความสนใจ การเบี่ยงเบนความสนใจลูก สามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ทำเสียงสัตว์แปลกๆ เปิดเพลงดังๆ และเปิดรายการสารคดี จะทำให้เด็กหันความสนใจไปหาสิ่งที่คุณแม่ทำแทน               ใช้ไดร์เป่าผม ใครจะไปรู้ว่าไดร์เป่าผมจะทำให้ลูกหยุดร้องไห้ได้ แต่ว่ามันใช้ได้จริงและใช้ได้ดีอีกด้วย เสียงแบบแปลกๆของไดร์เป่าผม จะช่วยดึงความสนใจของลูกได้มากทีเดียว           […]

เคล็ดลับดีๆสำหรับ “Working Mom” หญิงตั้งครรภ์ในวัยทำงาน

ในยุคสมัยนี้ผู้หญิงเกือบทุกคนต่างก็มีงานทำเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น  มีส่วนน้อยที่ผู้หญิงจะอยู่ที่บ้านเฉยๆ และในจำนวนของผู้หญิงที่ทำงานก็จะมีส่วนหนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์อยู่หรือที่เรียกกันว่า “Working Mom” คุณแม่มือใหม่นี้จะต้องทำงานพร้อมๆกับอุ้มท้องไปด้วย ดังนั้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์ ควรจะมีเทคนิคในการป้องกันอันตรายให้กับเจ้าตัวน้อย และที่จะพูดถึงต่อไปนี้คือเคล็ดลับดีๆที่จะช่วยให้คุณแม่ทำงานได้อย่างมั่นใจและหายห่วง พักบ้างเป็นบางครั้ง  ในการทำงานย่อมมีช่วงที่รู้สึกเหนื่อยล้าบ้าง คุณแม่ควรจะหยุดพักเป็นช่วงๆไป และในช่วงเวลากลางวันควรจะหาสถานที่เงียบๆเพื่อหลับพักผ่อนสักครู่ จะช่วยให้สมองผ่อนคลายได้มากทีเดียว สิ่งสำคัญคือในช่วงเวลาทำงานควรจะมีน้ำสักขวดหนึ่งวางอยู่ใกล้ๆ จะได้หยิบมาดื่มได้สะดวก เพื่อสร้างความสดชื่นให้กับร่างกายนั่นเอง ปรับเก้าอี้ให้นั่งสบาย เรื่องตำแหน่งการนั่งของคุณแม่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ควรนั่งในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อป้องอาการเมื่อยล้าและปวดหลังในขณะที่กำลังทำงานอยู่ ท่าที่เหมาะสมคือนั่งหลังตรง ไม่งอตัว และนั่งให้เต็มเก้าอี้ ส่วนตำแหน่งของเก้าอี้ก็มีความสำคัญเช่นกัน เท้าของคุณแม่จะต้องแตะพื้นได้โดยไม่ต้องเขย่ง และไม่ควรอยู่ห่างจากโต๊ะทำงานมากเกินไป วางอุปกรณ์ให้ใกล้มือ อุปกรณ์ในการทำงานทั่วไป ได้แก่ ดินสอ ปากกา แฟ้มงาน และเอกสารต่างๆ สิ่งเหล่านี้คุณแม่ควรจะวางให้อยู่ใกล้ๆมือเข้าไว้ เพราะจะได้หยิบใช้ได้สะดวก ไม่ต้องเอื้อมมือหรือเอี้ยวตัวไปหยิบ เนื่องจากจะทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามร่างกายและอาจทำให้เกิดอันตรายได้ ใช้รองเท้าที่สะดวกสบาย รองเท้าที่สวมใส่แล้วรู้สึกสบายต้องมีลักษณะพื้นนุ่ม ไม่รัดแน่นเกินไป และควรจะเป็นรองเท้าส้นเตี้ยด้วย เพราะจะทำให้เคลื่อนไหวหรือเดินได้สะดวก ถ้าหากเป็นรองเท้าส้นสูงอาจทำให้เกิดอันตรายจากการเดินได้ อยู่ในสถานที่ปลอดภัย ในสถานที่ทำงานแต่ละแห่งจะมีสถานที่อันตรายสำหรับคนตั้งครรภ์อยู่ หนึ่งในนั้นคือห้องที่ใช้ถ่ายเอกสาร เพราะเครื่องถ่ายเอกสารจะแผ่รังสีที่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์ออกมา ดังนั้นคุณแม่ควรจะอยู่ให้ห่างหรือไม่ใช้เครื่องถ่ายเอกสารเองเป็นดีที่สุด มีเบอร์โทรศัพท์ของแพทย์ติดตัวอยู่เสมอ ควรจะขอเบอร์โทรศัพท์ของแพทย์ที่คุณแม่ฝากครรภ์ติดตัวไว้อยู่เสมอ อาจเขียนไว้ตรงกระดาษมาร์คบนโต๊ะทำงานก็ได้ เผื่ดเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้ติดต่อแพทย์ได้ง่ายและทันเวลา […]

“กินทุเรียนขณะตั้งครรภ์ได้ไหม?” คำถามยอดฮิตของคุณแม่มือใหม่

ต้นเดือนเมษายน เป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูร้อนและเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลไม้รสชาติเยี่ยมอย่างทุเรียน ทุเรียนเป็นผลไม้ยอดนิยมของใครหลายคน ไม่เว้นแม้แต่คุณแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ และเชื่อว่าจะต้องมีคำถามเกิดขึ้นอย่างแน่นอนว่าคนท้องสามารถทานทุเรียนได้หรือไม่ คำตอบสำหรับคำถามนี้รอคุณแม่อยู่ด้านล่างนี้แล้ว สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ทุกครั้งที่หยิบทุเรียนขึ้นมาก็จะเกิดความวิตกกังวลขึ้นในใจว่าจะมีผลต่อลูกในครรภ์ไหม คำตอบคือคนท้องสามารถทานทุเรียนได้ แต่ควรจะทานในปริมาณที่เหมาะสม หรือไม่มากจนเกินไป ในทุเรียนมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เส้นใยอาหาร(ไฟเบอร์) วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี สังกะสี แคลเซียม โพแทสเซียม โฟเลต และธาตุเหล็ก ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีอยู่ในทุเรียนและมีปริมาณสูงมาก และแน่นอนว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มีความจำเป็นที่ต้องได้รับสารอาหารเหล่านี้เหมือนกับคนทั่วๆไปด้วย           กินทุเรียนอย่างไร ถึงจะเรียกว่าพอดี เมื่อได้รับคำตอบว่าสามารถทานได้ และจะต้องทานในปริมาณที่พอดี แต่ก็ยังมีคำถามเกิดขึ้นตามมาอีกว่า ทานแค่ไหนถึงจะเรียกว่าพอดี ตามหลักโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับคนที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ควรจะทานทุเรียนวันละไม่เกิน 1 พู หรือปริมาณวันละ 2 เม็ด ถ้าทานมากกว่าปริมาณที่กำหนดไว้ แทนที่จะได้รับประโยชน์ แต่กลับได้รับโทษแทน โทษที่ได้รับจากการทานทุเรียนมากเกินไปคือจะทำให้น้ำหนักของคุณแม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะในทุเรียนมีน้ำตาลและโพแทสเซียมสูงมาก ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ […]

7 แนวทางการเตรียมตัวก่อนคลอดสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์

ในขณะที่คุณแม่และคุณพ่อกำลังดีใจกับข่าวดีที่จะได้สมาชิกใหม่ของครอบครัว อยากขอแนะนำว่าควรเตรียมตัวให้พร้อมกับเรื่องต่างๆที่ใกล้จะมาถึงด้วย เพื่อให้ช่วงเวลาสำคัญนี้ เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของครอบครัว และจะได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ด้วยความพร้อมอย่างสมบูรณ์แบบ โดยปราศจากข้อบกพร่องใดๆ หาฤกษ์งามยามดี ความเชื่อเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ ในทางโหราศาสตร์แล้ว ช่วงเวลาในการคลอดที่เหมาะสมจะช่วยให้ลูกน้อยที่คลอดออกมามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และสติปัญญาเฉียบแหลม ทั้งนี้เมื่อได้ฤกษ์ดีแล้ว ควรจะปรึกษาแพทย์ด้วย เพื่อกำหนดวันเวลาที่เหมาะสมต่อไป ตั้งชื่อเจ้าตัวน้อย ขั้นตอนนี้ไม่ค่อยจะเป็นปัญหาสักเท่าไหร่ เพราะคุณแม่และคุณพ่อต้องเตรียมชื่อของสมาชิกใหม่ไว้อยู่แล้ว แต่เรื่องที่สำคัญคือใบสำคัญทางกฎหมายต่างๆ เช่น ทะเบียนบ้าน จะต้องได้รับการแจ้งและลงข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อการนำไปใช้ในอนาคต เตรียมกำหนดการลาคลอด ถ้าหากคุณแม่เป็นคนทำงาน ควรจะกำหนดวันเวลาในการลาคลอดให้เหมาะสม ส่วนใหญ่จะลาก่อนคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ และควรจะทำหนังสือแจ้งทางหน่วยงานด้วย เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบกับงานที่กำลังทำอยู่นั่นเอง ตรวจสุขภาพตามกำหนด ช่วงเวลา 4 เดือนแรก คุณแม่จะต้องได้รับการตรวจน้ำคร่ำ เพื่อวินิจฉัยว่าครรภ์เป็นพิษหรือไม่ และในช่วงเดือนที่ 9 ของการตั้งครรภ์ ทางแพทย์จะนัดตรวจครรภ์ทุกสัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมเผื่อมีการคลอดแบบฉุกเฉิน และตรวจดูสภาพของทารกในครรภ์ด้วย ทำใจให้สบาย เมื่อถึงเวลากำหนดคลอดแล้ว คุณแม่ควรจะทำใจให้สบาย จะอาบน้ำเพื่อให้ร่างกายสดชื่นก็ได้ และควรจะจัดการรวบผมให้เรียบร้อย จะได้ไม่เป็นที่รำคาญในขณะที่ปวดท้องกระสับกระส่าย เตรียมของใช้ของคุณแม่ให้พร้อม ควรเตรียมไว้ก่อนหน้าวันกำหนดคลอดประมาณ 1 สัปดาห์ เผื่อว่าเกิดคลอดฉุกเฉิน จะได้หยิบไปใช้ได้เลย ของใช้ของคุณแม่ที่สำคัญ […]

มหัศจรรย์แห่งรัก  อ้อมกอดแสนวิเศษของแม่กับสิ่งดีๆที่ส่งให้ลูกรัก

“กอด” เป็นคำสั้นๆง่ายๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่าคำๆนี้มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก  ถ้ามองในมุมของคุณแม่กับลูกน้อยสุดที่รักแล้ว การกอดไม่ใช่แค่แสดงถึงความรักเท่านั้น แต่จะทำให้เกิดความพิเศษหลายอย่างกับลูก หรืออาจเรียกว่าความมหัศจรรย์ก็ได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ กอดที่อบอุ่นของแม่จะส่งผลให้เกิดสิ่งดีๆกับลูกอย่างแน่นอน และนี่คือข้อพิสูจน์ว่าอ้อมกอดแห่งรักของแม่ทรงพลังอย่างมหัศจรรย์จริงๆ กอดสำหรับวัยแรกเกิด ส่วนใหญ่แล้วเด็กในช่วงแรกเกิดจนถึง 4 ปี จะต้องการกอดจากคุณแม่และคุณพ่อเป็นพิเศษ เพราะเด็กในวัยนี้ต้องการความอ่อนโยนและความเอาใจใส่มากๆ และต่อไปนี้คือคุณประโยชน์ที่ลูกน้อยจะได้รับจากกอดของคุณแม่ สานสายใยแห่งความผูกพัน  ผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าการโอบกอดลูกน้อยอย่างใกล้ชิดในช่วงวัยแรกเกิด จะช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแม่และลูกให้มากขึ้น จุดเริ่มต้นของการดื่มนมแม่ เด็กแรกเกิดเมื่อได้รับการกอดอย่างใกล้    ชิดจากแม่ จะรู้โดยสัญชาตญาณเลยว่าเป็นเวลาในการเริ่มดื่มนมแม่ และเด็กจะรู้ได้เองว่าควรดื่มจากจุดไหน ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของร่างกาย การโอบกอดของแม่จะช่วยลดความเจ็บปวดภายในร่างกายของทารกได้มากทีเดียว แตกต่างจากเด็กที่ไม่ได้รับการกอดจากแม่โดยสิ้นเชิง กอดสำหรับวัยอนุบาล เจ้าตัวเล็กคนไหนที่งอแงไม่อยากไปโรงเรียน ขอแนะนำให้คุณแม่ลองโอบกอดและพยายามพูดคุยอย่างอ่อนโยนดู จะทำให้เด็กสงบสติอารมณ์ลงและยอมไปโรงเรียนในที่สุด นอกจากจะช่วยให้ลูกน้อยไปโรงเรียนได้แล้ว ยังทำให้เกิดสิ่งดีๆตามมาอีกหลายอย่าง ได้แก่ เสริมสร้างการเรียนรู้ของเด็ก  เด็กวัยนี้จะเกิดการเรียนรู้ได้ง่าย และคุณแม่ควรจะเติมกำลังใจเด็กด้วยการกอด จะช่วยให้ลูกน้อยมีกำลังใจที่จะเรียนต่อไป ช่วยปรับนิสัย การปลูกฝังนิสัยของลูกตั้งแต่ยังเล็กๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก คุณแม่ควรโอบกอดลูกบ่อยๆ อาจเป็นช่วงเวลาก่อนไปโรงเรียน หรือก่อนนอนก็ได้ จะทำให้เด็กเติบโตขึ้นพร้อมกับนิสัยอ่อนโยนและน่ารัก กอดสำหรับวัยใส วัยใสในที่นี้หมายถึงวัยรุ่น  วัยนี้ต้องการความอบอุ่นจากครอบครัวเป็นพิเศษ  เพราะอารมณ์ของวัยรุ่นจะมีความอ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อมสูง ดังนั้น การกอดเล็กๆน้อยๆจากครอบครัวจะทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่น และทำให้รู้ว่าเขามีคุณค่าสำหรับครอบครัวเสมอ กอดจากคุณแม่และคุณพ่อจะช่วยให้เด็กอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้อย่างนี้แล้ว […]

ลูกรักสบายตัวด้วย 8 วิธีการอุ้มที่ถูกต้องของคุณแม่

เชื่อว่าคุณแม่มือใหม่หลายคนกำลังประสบปัญหาเดียวกันอยู่ นั่นคือปัญหาเกี่ยวกับการอุ้มเจ้าตัวเล็ก ไม่รู้ว่าจะอุ้มแบบไหนให้ลูกรู้สึกสบายตัวและไม่ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปัญหานี้เป็นเรื่องปกติของคุณแม่มือใหม่อยู่แล้ว และไม่ต้องเป็นกังวลใจไป เพราะ 8 วิธีการอุ้มที่ถูกต้องนี้จะเป็นตัวช่วยของคุณแม่เอง อุ้มเปล ท่านี้จะช่วยให้ลูกรักหลับได้ง่ายมากๆ อุ้มลูกน้อยให้อยู่ในระดับหน้าอก ให้ศีรษะของลูกหนุนบริเวณข้อศอก แล้วใช้แขนอีกข้างหนึ่งพยุงก้นของเจ้าตัวเล็กไว้ พร้อมกับไกวแขนทั้งสองข้างเบาๆ อุ้มบ่า ท่านี้ก็เป็นท่าที่ทำให้ลูกหลับได้ง่ายเช่นกัน และเป็นท่าอุ้มที่ดูธรรมชาติมากๆ อุ้มเจ้าตัวน้อยให้ส่วนของศีรษะพาดกับบ่าของคุณแม่ แล้วใช้แขนข้างนั้นโอบบริเวณหลังของลูก ส่วนมืออีกข้างให้พยุงก้นของลูกเอาไว้ อุ้มเอว ท่านี้เป็นท่าที่พบเห็นได้ทั่วไปและบ่อยมากๆ แต่จะใช้ในเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป เพราะท่านี้ต้องอาศัยความแข็งแรงของลูกน้อยด้วย ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่เป็นปัญหาสักเท่าไหร่ คุณแม่สามารถอุ้มลูกมาควบบริเวณเอวได้เลย อุ้มนอนคว่ำ ท่านี้ช่วยคลายอาการแน่นเฟ้อของได้ เพราะจะทำให้ลูกเรอออกมา ให้ลูกนอนคว่ำอยู่บนแขนของคุณแม่ โดยหันศีรษะไปทางข้อศอก ให้ขาทั้งสองข้างของลูกควบอยู่บนมือของคุณแม่ แล้วใช้มืออีกข้างวางบนหลังของลูก เพื่อทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกปลอดภัยนั่นเอง อุ้มเก้าอี้ ช่วยให้ลูกสัมผัสกับบรรยากาศรอบตัวได้มากขึ้น ใช้มือพยุงก้นของลูกขึ้นมา แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งประคองบริเวณท้องหรือหน้าอกของลูกเอาไว้ โดยให้ลูกหันหน้าไปทางเดียวกับคุณแม่ ท่านี้ดูเหมือนง่าย แต่คุณแม่อาจต้องใช้แรงมากกว่าท่าอื่นๆเล็กน้อย อุ้มสบตา ช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นผ่านสายตาของคุณแม่ อุ้มลูกให้หันหน้าเข้าหาคุณแม่ โดยให้ส่วนล่างของลูกอยู่ต่ำกว่าหน้าอกของคุณแม่ แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งประคองศีรษะของลูกเอาไว้ วางตัก ท่านี้ไม่ต้องใช้แรงมาก ใช้สำหรับป้อนนมขวดให้ลูก ให้คุณแม่นั่งลงบนเก้าอี้แล้ววางลูกน้อยบนตัก พร้อมกับใช้มือทั้งสองรองศีรษะลูกไว้ อุ้มป้อนนม อุ้มลูกให้นอนขวาง […]

อาหารเสริมน้ำนม ของดีๆที่คุณแม่หลังคลอดควรรับประทาน

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปัญหาหนึ่งที่ทำให้คุณแม่หลังคลอดหลายคนหนักใจและเป็นกังวลอยู่คือปัญหาเกี่ยวกับน้ำนม ส่วนใหญ่แล้วจะมีปัญหาในเรื่องของน้ำนมไม่เพียงพอหรือมีปริมาณน้อย สิ่งที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมของคุณแม่ให้มากขึ้นคือการเลือกทานอาหารบางชนิดเป็นพิเศษ และต่อไปนี้คืออาหารที่คุณแม่หลังคลอดทุกคนควรรับประทาน ผักและผลไม้ นอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมได้แล้ว ผักและผลไม้ยังมีเส้นใยอาหารและวิตามินที่ช่วยในการขับถ่ายได้อีกด้วย ผักบางชนิดยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติดี ส่งผลให้มีความรู้สึกสบายตัวและไม่อึดอัด ตัวอย่างของผักและผลไม่ที่คุณแม่หลังคลอดควรรับประทานคือ ขิง กะเพรา ใบแมงลัก ฟักทอง บล็อกโคลี แครอท มะเขือเทศ และกล้วย อาหารประเภทแคลเซียม วิตามินและเกลือแร่ ในช่วงเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมลูกอยู่ บางครั้งจะใช้เวลานานและอาจทำให้คุณแม่รู้สึกเมื่อยล้าได้ ดังนั้นคุณแม่ควรหาอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายมาทานบ้าง ได้แก่อาหารประเภทแคลเซียม วิตามินและเกลือแร่ ยกตัวอย่างเช่น เมล็ดธีญพืช นม น้ำเต้าหู้ เนื้อแดง ผักและผลไม้ จะช่วยให้บรรเทาอาการปวดเมื่อยลงได้ ทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ระบบการไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ส่งผลให้เกิดการผลิตน้ำนมออกมาได้ในปริมาณมากและมีคุณภาพอีกด้วย อาหารประเภทโปรตีน อาหารประเภทโปรตีน ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่วเหลือง อาหารเหล่านี้ถือเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ช่วยให้คุณแม่มีสุขภาพดี  เสริมสร้างภูมิคุ้มกันและเนื้อเยื่อที่สำคัญบนร่างกาย ทำให้ร่างกายหลังคลอดกลับมาสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือช่วยให้พลังงานแก่ร่างกายอย่างเต็มที่ พร้อมที่จะผลิตน้ำนมให้ลูกน้อยได้ดื่มอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำสะอาด น้ำเป็นตัวช่วยในการกระตุ้นร่างกายให้มีความสดชื่นและตื่นตัวอยู่เสมอ ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายเป็นปกติ จึงทำให้การผลิตน้ำนมมีความสมดุลตามไปด้วย ตามหลักโภชนาการอาหารที่ถูกต้อง คุณแม่ควรจะดื่มน้ำวันละ 8-10 […]

5 ท่าทางของเจ้าตัวเล็กที่แฝงไปด้วยนัยสำคัญ

เด็กแรกเกิดช่วง 1-3 ปี เป็นวัยที่กำลังหัดพูดหัดเดิน และสิ่งที่ลูกแสดงออกมา บางครั้งคุณแม่ก็ไม่เข้าใจว่าลูกกำลังหมายถึงอะไรและกำลังต้องการอะไรอยู่ ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่เด็กวัยนี้จะแสดงออกมาคือท่าทางหรืออากัปกริยาต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณแม่จะต้องเรียนรู้ไว้ เพราะจะได้ตอบสนองต่อลูกรักได้อย่างตรงจุดและถูกวิธีนั่นเอง หงุดหงิดหรืออารมณ์เสีย เป็นเรื่องปกติที่ลูกน้อยจะอารมณ์เสียได้ง่าย เพราะด้วยสภาพสมองจึงยังควบคุมสติอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดีนัก ท่าทางที่เด็กจะแสดงออกมา ได้แก่ กำหมัดแน่น หายใจขัด กัดฟันแน่น และทำเสียงดังผ่านจมูก บางครั้งก็อาจขว้างปาสิ่งของได้ จะเกิดขึ้นในเวลาที่เขากำลังรู้สึกเพลิดเพลินกับอะไรบางอย่างอยู่ แล้วเกิดมีใครขัดจังหวะหรือขัดใจในขณะนั้น สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือเบี่ยงเบนความสนใจของลูกไปหาสิ่งอื่นๆแทน เช่น ชวนดูการ์ตูน เล่นตัวต่อ เป็นต้น ต้องการความเป็นส่วนตัว เมื่อไหร่ที่เด็กเล่นคนเดียวหรืออยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่ใช่ว่าเด็กมีปัญหากับการเข้าสังคมเสมอไป แต่มันหมายถึงว่าเขาต้องการความเป็นอิสะหรือความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลานั้น และบางครั้งการอยู่คนเดียวของลูกก็มาจากความรู้สึกเหงาหรือท้อแท้ใจจากบางเรื่อง คุณแม่จะต้องคอยสอบถามหรือเข้าไปเล่นกับลูก และถ้าหากว่ามีท่าทีอยากอยู่คนเดียวก่อน เช่น พยายามหลบหน้า ไม่พูดคุย คุณแม่ควรจะปล่อยเขาอยู่คนเดียวไปก่อน สักพักค่อยเข้าไปพูดคุยหรือซักถามก็ได้ สงสัยหรืออยากรู้ อยากเห็น คิ้วที่เริ่มขมวด สายตาที่มองตรง และดวงตาที่เปิดกว้าง เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าลูกน้อยกำลังสงสัย อยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่กำลังมองอยู่ สัญญาณแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะจะทำให้เด็กเติบโตขึ้นพร้อมกับทักษะการสังเกตและการตั้งคำถาม หน้าที่ของคุณแม่คือการทำให้ลูกได้เรียนรู้ในสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ และต้องคอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดด้วย อยากรู้ อยากลอง ชอบความท้าทาย จะพูดว่ามีนิสัยที่ซุกซนก็คงจะไม่ผิด คุณแม่จะต้องทำใจ เพราะว่าเป็นนิสัยปกติของเด็กในวัยนี้อยู่แล้ว […]

สร้างเสริมพัฒนาการลูกน้อยด้วยการเล่น “จ๊ะเอ๋”

“จ๊ะเอ๋” เป็นวิธีการเล่นสนุกกับเจ้าตัวน้อยที่คุณแม่ต่างก็เคยใช้กัน และการเล่นแบบนี้ก็เป็นมุขเก่งของคุณแม่หลายคน เพราะเมื่อไหร่ที่ลูกน้อยเกิดอาการงอแงหรือร้องไห้ขึ้นมา คุณแม่ก็จะงัดสุดยอดไม้ตายนี้ออกมาใช้ และดูเหมือนว่าจะใช้ได้ผลดีอีกต่างหาก แต่นอกจากจะช่วยให้ลูกหยุดงอแงได้แล้ว ยังช่วยเสริมพัฒนาการลูกน้อยได้อย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย สานความสัมพันธ์ให้กับคุณแม่และลูกรัก แน่นอนอยู่แล้วที่การเล่นจ๊ะเอ๋ จะต้องมีการสบตากันระหว่างคุณแม่และลูกน้อย ในการสบตากันทุกครั้งจะช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกอบอุ่นและมีความสุข เป็นการสร้างสายใยรักในครอบครัวอีกวิธีหนึ่ง สร้างเสริมความจำ คุณแม่คงจะสงสัยว่าการเล่นแบบนี้จะช่วยให้เด็กเกิดความจำที่ดีได้อย่างไร ซึ่งมันเป็นผลพลอยได้จากการเล่นนั่นเอง ในขณะที่คุณแม่โผล่ออกมา เด็กจะจำว่าคุณแม่โผล่ออกมาจากตรงไหน และจะทำให้ลูกน้อยเกิดการคาดเดาว่าเมื่อไหร่ที่จะโผล่ออกมา และต้องโผล่ออกมาจากตรงนั้นแน่นอน รู้สึกอบอุ่นที่มีคุณแม่อยู่ใกล้ๆ เด็กทุกคนเมื่อได้เล่นแบบนี้ รับรองว่าจะต้องหัวเราะออกมาด้วยความสนุกสนานแน่นอน ทำให้ลูกได้สัมผัสกับบรรยากาศที่มีความสุขและอบอุ่น เกิดความรู้สึกว่ามีคุณแม่อยู่ใกล้ๆเสมอโดยไม่ต้องกังวลใจกับอะไรเลย เรียนรู้การเข้าสังคม สิ่งที่ลูกจะแสดงออกมาในขณะที่เล่นจ๊ะเอ๋คือการหัวเราะ การสบตา และขยับร่างกายตามไปด้วย สิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยพัฒนาการเข้าสังคมของเด็กได้ดีมาก ทำให้ลูกไม่รู้สึกเขินอายเมื่อเติบโตขึ้นไปในอนาคต และจะช่วยสร้างความมั่นใจกับเด็กได้อีกด้วย ฝึกความอดทน ในระหว่างที่ลูกรอคุณแม่ปรากฏตัวออกมานั้น จะเป็นการช่วยฝึกเด็กให้รู้จักอดทนรอสิ่งต่างๆบ้าง เป็นเทคนิคที่คุณแม่สามารถนำไปฝึกความอดทนให้กับลูกได้ดีทีเดียว เรียนรู้ว่ายังมีคนที่คอยให้ความสนใจอยู่ ในขณะที่คุณแม่กำลังแอบอยู่นั้น เด็กจะคิดว่าคุณแม่อยู่ตรงนั้นแน่นอน ถึงแม้ว่าจะมองไม่เห็นคุณแม่ก็ตาม ทำให้เด็กเรียนรู้ว่าไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว โดยมีแม่ของตัวเองคอยอยู่ใกล้ๆตลอดเวลา และพร้อมที่จะให้ความสุขกับเขาได้เสมอ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มที่น่ารักของเจ้าตัวน้อย จะช่วยให้คุณแม่มีกำลังใจได้มากทีเดียว คุณแม่สามารถเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกรักอย่างสนุกสนานที่บ้านได้เลย อาจจะเป็นบนเตียง ห้องรับแขก หรือแม้กระทั่งสวนหลังบ้านก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือควรคำนึงถึงความปลอดภัยของลูกน้อยและตัวคุณแม่เองด้วย    

ลูกน้อยฉลาดขึ้นด้วย 5 วิธีการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง

คงไม่มีคุณแม่คนไหนที่ไม่อยากให้ลูกของตัวเองมีพัฒนาการทางสมองที่ดี เพราะคุณแม่ทุกคนต่างก็หวังให้เจ้าตัวน้อยฉลาดขึ้นด้วยกันทั้งนั้น รวมถึงต้องฉลาดทั้งการคิดวิเคราห์และทางอารมณ์ด้วย หรือที่เรียกกันว่า IQ และ EQ นั่นเอง  ถ้าคุณแม่กำลังมองหาแนวทางอยู่แล้วล่ะก็  5 วิธีการเลี้ยงดูต่อไปนี้ สามารถทำให้เจ้าตัวเล็กฉลาดขึ้นได้ดั่งที่คุณแม่หวังไว้แน่นอน เตรียมตัวให้พร้อม ทั้งคุณแม่และคุณพ่อควรดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยเฉพาะคุณแม่ควรจะตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ เพื่อตรวจดูว่ามีโอกาสเกิดโรคอะไรได้บ้าง แพทย์จะได้ฉีกวัคซีนต้านเชื้อนั้นไว้ และเมื่ออายุครรภ์ครบ 4 เดือนแล้ว ควรได้รับการตรวจน้ำคร่ำ เพื่อวินิจฉัยว่าลูกน้อยมีความเสี่ยงต่อโรคทางสมองหรือไม่ เช่น ดาวน์ซินโดรม เป็นต้น เลือกอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ เรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะอาหารเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาของสมอง ซึ่งอาหารที่ช่วยพัฒนาสมอง ได้แก่ อาหารที่มีโอเมก้า 3 และธาตุเหล็ก เพราะโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ส่วนธาตุเหล็กทำให้สารเคมีในสมองอยู่ในระดับปกติ ช่วยให้การเรียนรู้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ทำให้สมองรู้สึกเมื่อยล้าได้ง่าย ส่งเสริมให้ลูกออกกำลังกาย อาจมีคำถามว่าจะให้ลูกออกกำลังกายแบบไหน เพราะยังช่วยเหลือตัวเองได้ไม่มากเท่าไหร่ นั่นไม่ใช่ปัญหาเลย แค่ให้เด็กได้เคลื่อนไหวอยู่บ่อยๆก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายแล้ว สำหรับวิธีนี้จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกสนุกสนาน และร่างกายจะหลั่งสาร Growth Hormones ออกมา สารฮอร์โมนนี้จะช่วยให้เด็กนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายตัว เป็นผลทำให้สมองได้ผ่อนคลายตามไปด้วย หลีกเลี้ยงการดูรายการโทรทัศน์ที่ไม่มีประโยชน์ ปัจจุบันสื่อโทรทัศน์มีเนื้อหาที่ค่อนข้างรุนแรง ทั้งข่าวสาร ละคร […]