Friday, 22 Jun 2018

อาการภูมิแพ้ในเด็กแบบต่างๆที่คุณแม่ควรรู้

ภูมิแพ้เป็นอาการที่เกิดจากสภาวะภูมิต้านทานของร่างกายต่ำ โดยมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในร่างกายที่เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” ได้แก่ ขนสัตว์ ฝุ่นละออง ไรฝุ่น ละอองเกสรดอกไม้ รังแคและเชื้อรา การที่ลูกได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในปริมาณมากจะยิ่งทำให้อาการแพ้รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ขั้นตอนแรกของการรับมือคือการศึกษาอาการแพ้แบบต่างๆอย่างละเอียด เพื่อเตรียมจัดการกับตัวต้นเหตุได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที           โรคหืดหอบ โรคภูมิแพ้ชนิดนี้มีสาเหตุมาจากการได้รับสารกระตุ้นหรือสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลให้ทางเดินหายใจบวมและแคบลงกว่าปกติ เด็กจะแสดงอาการหายใจเสียงดังแบบฝืดๆออกมา และจะมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วย ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดในขณะที่ออกกำลังกาย ไม่สบาย และช่วงที่มีอากาศเย็น เยื่อบุตาอักเสบ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เยื่อบุตาอักเสบคือสารกระตุ้นภูมิแพ้ เพราะเยื่อบุตาอักเสบเป็นโรคทางภูมิแพ้ชนิดหนึ่ง เด็กจะมีอาการแสบตา คันตา ตาบวมแดง และมีน้ำตาไหล เยื่อบุจมูกอักเสบ อาการของโรคเยื่อจมูกอักเสบ ได้แก่ จาม คันจมูก คัดสมูก มีน้ำมูกไสไหลออกมาตลอดเวลา ซึ่งอาจขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานหลายวัน ส่วนใหญ่มักจะเกิดในช่วงฤดูฝน หรือเด็กบางคนที่มีภูมิต้านทานต่ำอาจจะเกิดได้ตลอดทั้งปี           ผื่นลม ผื่นแดง ลักษณะเป็นผื่นแดงหนา และมีอาการคันร่วมด้วย ถ้าหากเกาก็จะแพร่กระจายไปเรื่อยๆ มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส และอาการแพ้ยาหรืออาหารต่างๆ โรคภูมิแพ้ที่ผิวหนัง เป็นโรคที่พบได้มากในเด็กเล็ก อาจมีอาการคันที่ผิว บวมแดง และอาจมีผดผื่นเล็กๆเกิดขึ้นด้วย เป็นอาการประเภทเรื้อรังและจะยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆถ้าหากได้รับสารกระตุ้นบ่อยๆ เช่น ความร้อนชื้น […]

Countinue Reading

วิธีเลี้ยงลูกแบบคุณแม่ยุคใหม่ ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยในการช่วยเสริมพัฒนาการลูกรัก

ครอบครัวเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก และด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จึงก่อให้เกิดเรื่องราวต่างๆมากมาย หน้าที่ของคุณแม่คือการเลี้ยงลูกให้ทันต่อยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความคิดที่ทันต่อช่วงเวลานั้นๆทาง สสส.กระทรวงสาธารณะสุข ได้เล็งเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จึงได้มีการจัดทำเครื่องมือ 5 ชนิดขึ้นมา เพื่อใช้เป็นตัวช่วยของคุณแม่ในการเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของลูกน้อย  ไปดูกันเลยว่ามีอะไรกันบ้าง แอปพลิเคชัน Khunlook เด็กที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ  เป็นวัยที่ต้องติดตามการเจริญเติบโตอยู่เสมอ โดยคุณแม่สามารถใช้แอปพลิเคชัน Khunlook ได้เลย ข้อดีของแอปพลิเคชันตัวใหม่นี้ จะช่วยประเมินพัฒนาการลูกในเรื่องต่างๆอย่างละเอียด ทั้งข้อมูลการเจริญเติบโต ภาวะทางโภชนาการ สุขภาพร่างกายและช่องปาก  นอกจากนั้นแล้ว ยังให้คำแนะนำดีๆอีกหลายอย่าง ได้แก่ ข้อมูลการดูแลเด็กในวัยต่างๆ และกิจกรรมที่ควรติดตามและประเมิน แอปพลิเคชัน Khunlook นี้ จะช่วยให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากได้มีการอ้างอิงตามเกณฑ์ประเมินการเจริญเติบโตตามมาตรฐานกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข และราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยนั่นเอง คุณแม่สามารถดาวน์โหลดมาใช้แบบฟรีๆได้แล้วที่ https://goo.gl/NxS9qS  (iOS) และ https://goo.gl/bQsFiv  (Android)           คู่มือ “สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก” สิ่งเล็กๆน้อยๆรอบตัวเด็กที่ถูกมองข้ามไป อาจสามารถใช้เสริมพัฒนาการลูกน้อยได้ และคู่มือ “สิ่งเล็กๆที่สร้างลูก” จะเป็นที่ปรึกษาของคุณแม่ในการหยิบสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านั้นมาใช้ ทั้งชวนลูกคุย ชวนลูกเที่ยว ชวนลูกทำ […]

Countinue Reading

ลูกเบื่ออาหาร ปัญหาชวนปวดหัวของคุณแม่

เมื่อคุณแม่ตั้งใจทำอาหารอย่างสุดฝีมือแล้ว แต่เจ้าลูกน้อยตัวแสบกลับผลักจานอาหารออกไป เมื่อเป็นแบบนี้ทำให้คุณแม่หลายคนต่างก็เอามือกุมขมับไปตามๆกัน ถ้าหากเป็นแบบนี้อยู่บ่อยๆ ให้คุณแม่สัณนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าลูกมีอาการเบื่ออาหารแน่นอน และจะต้องหาวิธีแก้ไขอย่างเร่งด่วน ปล่อยไว้นานๆโรคขาดสารอาหารอาจถามหาก็ได้ เด็กเล็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตและในการเจริญเติบโตนั้น ต้องอาศัยปัจจัยหลายประการ หนึ่งในนั้นคือปัจจัยด้านการทานอาหาร เด็กควรจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและมีพลังงานเพียงพอสำหรับใช้ในแต่ละวัน แต่ถ้าลูกรักของคุณแม่กลับเบื่ออาหารขึ้นมาและยังมีอาการต่อเนื่องอีกด้วย อาจทำให้เกิด “ภาวะขาดสารอาหาร” ได้ เคล็ดลับดีๆที่ช่วยให้ลูกทานอาหารได้มากขึ้น สร้างตารางมื้ออาหาร โดยปกติแล้วเวลาทานอาหารคือ 3 มื้อต่อวัน คือ เช้า กลางวัน เย็น และเมื่อถึงเวลาทานอาหาร คุณแม่ไม่ควรให้อะไรมารบกวนลูก แต่ถ้าลูกไม่อยากทาน คุณแม่ก็ไม่ควรที่จะยัดเยียดอาหารให้กับลูก ทานอาหารว่างให้น้อยลง ช่วงเวลาอาหารว่างที่เหมาะสมสำหรับเด็กจะอยู่ที่ 2 ครั้งต่อวัน คือระหว่างเวลาเช้ากับเที่ยง และระหว่างเที่ยงกับเย็น แต่ถ้าอยากให้ลูกรู้สึกหิวข้าวและทานอาหารในแต่ละมื้อมากขึ้น ควรลดปริมาณอาหารว่างลงให้มากที่สุด ให้ลูกออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับเด็กเล็กคือ เดิน วิ่ง แอโรบิค และปั่นจักรยาน จะทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารและพลังงาน ส่งผลให้เด็กต้องการพลังงานมากขึ้นหรือทำให้หิวนั่นเอง           ไม่ควรให้ลูกทานอาหารที่อิ่มเร็ว อาหารที่อิ่มเร็วจะทำให้ลูกทานได้น้อย เช่น ของทอด ขนมปัง และน้ำอัดลม ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ และควรจะให้ลูกได้ทานอาหารตามโภชนาการที่ถูกต้อง เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง           […]

Countinue Reading

ป้องกันลูกน้อยท้องผูก คุณแม่ควรทำอย่างไร?

อาการท้องผูกของเจ้าตัวน้อยเป็นปัญหาที่คุณแม่ต้องเจออยู่บ่อยๆ และก็ต้องทำให้คุณแม่หนักใจอยู่เสมอ แต่ตอ่ไปนี้คุณแม่จะไม่เป็นกังวลกับปัญหานี้อีกต่อไป เพราะสิ่งที่กำลังจะพูดถึงนี้ เป็นวิธีการป้องกันอาการท้องผูกที่ได้ผลดีมาก ก่อนที่จะพูดถึงวิธีการป้องกัน ควรมาทำความรู้จักกันก่อนว่า อาการท้องผูกจริงๆแล้วมันเป็นอย่างไรกันแน่ ปกติแล้วอาการท้องผูกจะเกิดในเด็กช่วงอายุตั้งแต่ 1-2 เดือนขึ้นไป ลักษณะของอาการคือถ่ายไม่ออก หรืออาจถ่ายแข็งเกินไป โดยทั่วไปแล้วคุณแม่จะทำการสวนอุจจาระเมื่อลูกมีอาการถ่ายไม่ออก แต่วิธีการนี้จะเป็นวิธีการที่ค่อนข้างรบกวนระบบการทำงานของลำไส้เป็นอย่างมาก นอกจากจะอยู่ในการแนะนำของแพทย์เท่านั้น ส่วนใหญ่เด็กที่ 2-3 วันถ่ายครั้งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่ แต่ถ้ามากกว่า 5 วัน ควรจะหาวิธีการรักษาได้แล้ว ปกติแล้วสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยท้องผูก คือลำไส้ดูดซึมสารอาหารและน้ำได้ยาก ดื่มนมมากเกินไป ไม่ถ่ายติดต่อกันหลายวัน และไม่ค่อยทานอาหารหรือทานน้อย จากลักษณะอาการและสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ทำให้สามารถกำหนดวิธีการป้องกันและรักษาได้ดังนี้ ฝึกลูกให้ขับถ่าย เด็กวัยแรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เป็นวัยที่ควรจะฝึกให้ช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว เพราะบางครั้งเด็กอาจมีอาการอยากถ่ายแต่ไม่กล้าบอก จึงทำให้เด็กอดกลั้นแทนที่จะถ่ายออกมา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการท้องผูกได้ แต่ถ้าลูกน้อยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็สามารถที่จะเดินไปเข้าห้องน้ำเองได้ และอาการท้องผูกก็จะไม่ตามมา ดังนั้นหน้าที่ของคุณแม่คือการฝึกทำธุรส่วนตัวให้กับลูกนั่นเอง เด็กที่เริ่มจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว จะส่งสัญญาณบางอย่างออกมา เช่น เริ่มเดินคล่อง นั่งบนเก้าอี้ได้ และกลั้นปัสสาวะได้นาน เป็นต้น แต่ลูกน้อยบางคนก็ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และยังพูดไม่ได้ คุณแม่ควรจะฝึกใช้คำสื่อความหมาย เช่น ชู่ ชี่ อึบ […]

Countinue Reading

รักษาลูกรักจากอาการป่วยตามแบบฉบับของคุณแม่มือดี

อาการเจ็บป่วยเพียงเล็กๆน้อยๆของเจ้าตัวเล็กก็ทำให้คุณแม่เป็นกังวลแล้ว และคุณแม่ทุกคนก็อยากจะให้ลูกน้อยหายจากอาการป่วยนั้นให้เร็วที่สุด จึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาอาการป่วยของลูกน้อยลงให้ได้ โดยข้อมูลที่จะได้นำเสนอนี้เป็นแนวทางในการรักษาอาการป่วยของเด็กที่ได้ผลดีมาก และอยากจะให้คุณแม่ลองนำไปใช้ดูบ้าง           อ้อมกอดของแม่ช่วยได้ การโอบกอดของคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เมื่อลูกมีสภาพจิตใจที่เข้มแข็งแล้ว จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายเพิ่มขึ้น และอาการป่วยก็จะบรรเทาลงได้ ดังนั้นแล้ว คุณแม่ควรจะโอบกอดลูกรักบ่อยๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเจ้าตัวเล็ก           เน้นอาหารที่มีวิตามินและแร่ธาตุ อาหารที่มีส่วนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีคืออาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินบี 1 บี 2 บี 6 บี 12 แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม สังกะสี และธาตุเหล็ก ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผัก ผลไม้ และธัญพืช  ถ้าลูกยังเคี้ยวได้ไม่ดีนัก คุณแม่อาจทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น หรือผักต้มบดก็ได้ แต่ควรคำนึงถึงความเหมาะสมของลักษณะอาหารตามช่วงวัยด้วย ให้ลูกทานอาหารให้ครบมื้อ อาหารจะไปช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การที่เด็กได้ทานอาหารครบมื้อจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น แต่ปัญหาที่พบคือการที่ลูกไม่ยอมทานข้าว คุณแม่จะต้องหาวิธีโน้มน้าวใจให้ลูกทานข้าวให้ได้ อาจจะเปิดการ์ตูน เปิดเพลง หรือให้เด็กเล่นของเล่นไปด้วยก็ได้           นอนพักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อเกิดอาการไม่สบาย ร่างกายจะต้องการพักผ่อนมากๆ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า การนอนหลับพักผ่อนจะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายใช้ซ่อมแซมและฟื้นฟูส่วนต่างๆ      […]

Countinue Reading

เทคนิคเสริมพัฒนาการการเข้าสังคมสำหรับลูกรักวัย 3 ปีขึ้นไป

ปัจจุบันสภาพสังคมมีอิทธิพลต่อชีวิตของทุกเพศทุกวัย ไม่เว้นแม้แต่เจ้าตัวน้อยของคุณแม่ ดังนั้นทักษะการเข้าสังคมของเด็กจึงมีผลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตมาก คุณแม่ควรใส่ใจกับเรื่องสำคัญนี้ด้วย ซึ่งการเสริมพัฒนาการตั้งแต่ยังเล็กๆจะได้ผลดีกว่าการพัฒนาเมื่อเด็กมีอายุเพิ่มขึ้นแล้ว โดยเด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ถือว่าเป็นช่วงวัยที่เหมาะสมในการเสริมสร้างพัฒนาการการเข้าสังคม และต่อไปนี้คือเทคนิคดีๆที่จะช่วยให้คุณแม่พัฒนาลูกเข้าสู่สังคมที่ดีได้ สื่อสารกับลูกให้บ่อย การพูดคุยรวมทั้งการทำท่าทางต่างๆ จะทำให้เด็กรู้สึกสนุกสนานและคุ้นเคยกับการพูดคุยหรือซักถามมากขึ้น วิธีนี้จะช่วยพัฒนาปฏิสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าหากคุณแม่สร้างบรรยากาศที่น่าตื่นเต้นด้วยแล้ว จะช่วยพัฒนาด้านอารมณ์ของลูกได้อีกด้วย พาลูกเที่ยว การเที่ยวในที่นี้หมายถึงการพาลูกไปเยี่ยมญาติๆของครอบครัว จะช่วยสร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกที่อบอุ่นให้กับตัวเด็ก คุณแม่ควรจะให้คนอื่นได้อุ้มลูกบ้าง เพื่อเสริมความกล้าแสดงออกนั่นเอง ปล่อยให้เล่นกับเพื่อน วิธีนี้จะช่วยให้เด็กได้ฝึกแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่ม และยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกัน สิ่งที่เป็นหัวใจหลักเลยก็คือการฝึกให้ลูกเป็นคนช่างเจรจาและเข้ากับผู้อื่นได้ง่าย ไม่เขินอายและรู้สึกกดดันเมื่ออยู่ท่ามกลางผู้คน สอนมารยาททางสังคมให้กับลูก มารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการใช้เข้าสังคม การอ่อนน้อมถ่อมตนจะทำให้เด็กเป็นที่รักของผู้คน  ในระยะเริ่มแรกคุณแม่อาจสอนมารยาทง่ายๆให้กับลูก่อน เช่น การยิ้ม ไหว้ ทักทาย และขอโทษ ให้ลูกได้ฝึกไปเรื่อยๆ จนทำเป็นนิสัย โดยที่คุณแม่ไม่ต้องออกคำสั่งเลย สร้างลักษณะนิสัยที่ดี เด็กวัยนี้จะมีนิสัยชอบแย่งของเล่นหรือสิ่งต่างๆจากคนอื่น ถ้าไม่ได้ดั่งใจก็จะร้องไห้ออกมา ถ้าหากเป็นเช่นนี้ คุณแม่ควรจะอธิบายด้วยวาจาที่อ่อนโยนว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่ไม่ควรใช้วาจาข่มขู่หรือดุด่าว่ากล่าว เพราะจะทำให้เด็กเกิดความขุ่นข้องหมองใจ และจะฝั่งใจกับสิ่งผิดๆนั้น จนเกิดเป็นนิสัยที่ไม่พึงประสงค์ในวันข้างหน้าได้ สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือคุณแม่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทั้งด้านการพูดจา มารยาท และการปฏิบัติตัว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่ลูกจะแสดงออกมา ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ทั้งนั้น สุภาษิตที่ว่า “ไม้อ่อนดัดง่าย […]

Countinue Reading

เตรียมกระเป๋าเดินทางแบบสบายๆ สไตล์คุณแม่มือโปร

การได้ท่องเที่ยวไปกับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันกัน และบางครอบครัวอาจมีเจ้าตัวเล็กกระโดดขึ้นรถไปด้วย โดยหน้าที่ดูแลลูกน้อยจะต้องตกเป็นของคุณแม่ไปโดยปริยาย สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ควรคำนึงถึงก่อนที่จะเดินทางคือการจัดกระเป๋าสำหรับลูก จะทำอย่างไรให้กระเป๋าเดินทางไม่หนักเกินไปและของใช้เจ้าตัวน้อยก็ยังครบถ้วนอีกด้วย และคำแนะนำดีๆต่อไปนี้ จะช่วยให้การเตรียมกระเป๋าสำหรับลูกน้อยง่ายขึ้น ตรวจดูสภาพอากาศให้เรียบร้อย  เป็นสิ่งจำเป็นขั้นต้นที่จะต้องทำอยู่แล้ว เพราะจะช่วยให้ครอบครัววางแผนการเดินทางได้ถูกต้อง นอกจากช่วยวางแผนในการเดินทางแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการเตรียมลักษณะเสื้อผ้าอีกด้วย เพื่อเจ้าตัวน้อยจะได้สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของสถานที่นั้นๆ ยาสามัญประจำบ้านและยาประจำตัวลูก อาการเจ็บป่วยสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ยิ่งถ้าเป็นสถานที่ไกลๆแล้วล่ะก็ อาจหาซื้อยาที่ต้องการได้ยาก ดังนั้นการเตรียมยาสามัญประจำบ้านและยาประจำตัวลูกไว้ จะช่วยให้หยิบใช้ได้ทันท่วงที  ส่วนใหญ่แล้ว ยาที่ควรเตรียมไปด้วย ได้แก่ พาราเซตามอล ยาแก้อืดท้อง ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้เมา หรือจะยกอุปกรณ์ปฐมพยาบาลมาด้วยก็ได้ อาหารสำหรับลูก ทั้งขนม น้ำ นม และอาหารที่ลูกชอบ คุณแม่ควรจะเตรียมใส่กระเป๋าไปด้วย เพราะในสถานที่ที่จะไป อาจไม่มีของทานสำหรับลูก แต่ปกติแล้วการนำของเหลวขึ้นเครื่องบินจะต้องมีปริมาณรวมกันไม่เกิน 1 ลิตร ดังนั้นคุณแม่จะต้องเตรียมให้ได้ในปริมาณที่กำหนดด้วย เคล็ดลับคือการใช้นมผงชงแทนนมชนิดเหลว จะช่วยลดปริมาณลงได้มากเลยทีเดียว และทำให้เตรียมอาหารเหลวอื่นๆได้มากขึ้น ผ้าและทิชชู่ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่จะต้องมีการเลอะเทอะเปรอะเปื้อน  เมื่อมีลูกน้อยเดินทางไปด้วย และสิ่งจำเป็นในการทำความสะอาดคือผ้าหรือทิชชู่  โดยเฉพาะระหว่างการเดินทาง ทั้งเครื่องบินและรถยนต์ อาจทำให้เด็กมีอาการเมารถและคลื่นไส้อาเจียนได้ เพราะฉะนั้นควรเตรียมถุงพลาสติกไปด้วย เพื่อป้องกันการเลอะเทอะไปยังผู้โดยสารคนอื่นๆ ของเล่นชิ้นโปรด เด็กบางคนอาจต้องนอนกอดตุ๊กตาด้วยถึงจะหลับสนิท ซึ่งคุณแม่รู้อยู่แล้วว่าลูกต้องการอะไร ดังนั้นควรเตรียมของพิเศษสำหรับเจ้าตัวเล็กไปด้วย […]

Countinue Reading

อยากให้ลูกสูง ต้องทำอย่างไร?

เชื่อว่าคุณแม่ทุกคนอยากจะให้เจ้าตัวน้อยสูงขึ้นตามมาตรฐานแน่นอน แต่ปัญหาคือไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรดี ประกอบกับทั้งคุณพ่อและคุณแม่มีส่วนสูงที่ไม่ค่อยมาตรฐานสักเท่าไหร่ ทำให้คุณแม่เองเกิดความกังวลว่าลูกจะสูงเหมือนกับเด็กคนอื่นๆหรือไม่ แน่นอนกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก คุณพ่อเตี้ยและคุณแม่ก็เตี้ย  ลูกที่เกิดมาอาจจะเตี้ยตามไปด้วยก็ได้ แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้เสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆร่วมด้วย ทั้งยีน การทานอาหาร รวมถึงการออกกำลังกายด้วย ดังนั้นเด็กทุกคนจึงมีสิทธิที่จะสูงได้ตามปกติ อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่ากรรมพันธุ์ไม่ใช่ตัวตัดสินความสูงของเด็กเสมอไป และคุณแม่ก็มีส่วนช่วยให้เจ้าตัวเล็กสูงขึ้นได้เช่นกัน โดยการใช้วิธีต่อไปนี้ ให้เด็กนอนพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดเลยก็ว่าได้ สำหรับเด็กแล้ว ระยะเวลาที่เหมาะสมในการนอนหลับพักผ่อนคือประมาณ 10-13 ชั่วโมงต่อคืน โดยจะต้องให้ลูกเข้านอนเป็นเวลาและควรตื่นให้เป็นเวลาในทุกๆวันด้วย เพราะในขณะที่ลูกกำลังนอนหลับนั้นจะเป็นช่วงเวลาทำงานของฮอร์โมนที่ช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่งเสริมให้เด็กได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ คุณแม่ควรจะให้ลูกน้อยได้ออกกำลังกายทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมง และการออกกำลังกายไม่ใช่เพียงแค่ช่วยให้เด็กเจริญเติบโตเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันโรคได้อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น โรคอ้วน และโรคภูมิแพ้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กควรจะมีการออกกำลังกายที่เหมาะสมด้วย อาจจะเป็นการเดินเร็ว แอโรบิค หรือวิ่งช้าๆ แต่ถ้าหักโหมมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้ ทานอาหารให้ถูกหลัก และเน้นแคลเซียมเป็นสำคัญ สารอาหารทั้งหมดที่ลูกควรจะได้รับ ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ และน้ำ  สิ่งที่ควรจะให้ลูกทานน้อยที่สุดคือแป้ง น้ำตาล และอาหารที่มีไขมัน แต่ควรจะเน้นอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบมากกว่า […]

Countinue Reading

เด็กฉลาดด้วยกิจกรรมพัฒนาสมองที่คุณแม่สามารถชวนลูกรักเล่นเองได้ง่ายๆที่บ้าน

เด็กแรกเกิดประมาณ 1-3 ปี เป็นวัยที่กำลังหัดพูดหัดเดิน และจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เด็กวัยนี้จะมีการเรียนรู้และการจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปแล้วเด็กจะชอบกิจกรรมที่ท้าทายและสนุกสนาน ดังนั้นคุณแม่จะต้องหากิจกรรมช่วยเสริมการเรียนรู้มาให้ลูกน้อยได้เล่นอยู่บ่อยๆ และจะต้องอยู่ในแนวทางที่สร้างสรรค์และช่วยทำให้เด็กเกิดจินตนาการ แล้วกิจกรรมแบบไหนบ้างที่จะทำให้ลูกรักของคุณแม่ฉลาดขึ้นได้ ข้อมูลด้านล่างนี้ มีคำตอบสำหรับคุณแม่ทุกคนแล้ว           เล่นของเล่น ของเล่นมีทั้งแบบให้ประโยชน์และโทษ ก่อนที่คุณแม่จะตัดสินใจซื้อของเล่นแต่ละอย่าง ควรจะคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย ตัวอย่างของเล่นที่ช่วยพัฒนาสมองของลูกน้อย ได้แก่ ตัวต่อ เครื่องเล่นทำอาหาร และของเล่นที่เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ เป็นต้น แต่คุณแม่จะต้องอยู่ใกล้ๆคอยให้คำแนะนำและอธิบายข้อมูลต่างๆให้ลูกฟังด้วย ฟังเพลง กล่าวกันว่าเสียงดนตรีเป็นเสียงที่ช่วยยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ขึ้นได้ และจากการวิจัยทางทางการแพทย์พบว่า เสียงดนตรีสามารถทำให้สมองปรอดโปร่ง ช่วยให้ลูกจดจำเรื่องรอบตัวได้อย่างรวดเร็ว พูดคุยและซักถาม คำถามจากความสงสัยของเด็กในวัยนี้มักจะทำให้คุณแม่ปวดหัวอยู่บ่อยๆ แต่คุณแม่ก็ไม่ควรที่จะหงุดหงิดและอารมณ์เสีย เพราะมันเป็นเรื่องปกติของเด็กอยู่แล้ว สิ่งทีคุณแม่ต้องทำคือการถามกลับไปว่าทำไม อะไร หรืออย่างไร จะช่วยให้เด็กได้คิดตามอย่างมีเหตุผล อ่านหนังสือภาพ แน่นอนว่าเด็กช่วง 1-3 ปี คงยังอ่านหนังสือไม่ออก ดังนั้นคุณแม่ควรจะหาหนังสือที่เป็นภาพมาให้ลูกได้เรียนรู้แทน ด้วยสีสันสวยงามและภาพที่น่าตื่นเต้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้เด็กอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น ปล่อยลูกให้ได้เล่นกับเพื่อนๆ ถ้าหากคุณแม่อยากจะให้ลูกมีพัฒนาการด้านสังคมแล้วล่ะก็ สิ่งที่ช่วยได้ดีที่สุดคือการปล่อยให้ลูกเล่นกับเพื่อนๆ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น และรู้จักที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มด้วย ให้ลูกรักได้เห็นของจริง ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา หรือแม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ […]

Countinue Reading

เคล็บลับฝึกเจ้าตัวน้อยให้ทานข้าวเอง ถึงเวลาที่ลูกรักจะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกเริ่มทานข้าวด้วยตัวเองได้แล้ว เรื่องแบบนี้ดูได้ไม่ยาก เพราะเด็กมักจะแสดงท่าทางบางอย่างออกมาให้เห็นว่าตัวเองพร้อมที่จะตักอาหารทานเองได้แล้ว เช่น การหยิบช้อนขึ้นมา และการหยิบจับอาหารด้วยมือ เมื่อคุณแม่เห็นว่าลูกมีพฤติกรรมเหล่านี้ สามารถเริ่มต้นฝึกฝนทักษะการทานอาหารให้กับลูกได้เลย สำหรับวิธีการฝึกนั้นง่ายนิดเดียว โดยมีเคล็ดลับต่างๆดังนี้ เมื่อลูกจับช้อนขึ้นมา คุณแม่ควรจะปล่อยให้ลูกจับไปก่อน จากนั้นให้คุณแม่เริ่มสาธิตการใช้ช้อนให้ลูกน้อยดู การทำแบบนี้จะช่วยให้เด็กทำตามและสามารถทานอาหารเองได้ในที่สุด ควรคำนึงถึงลักษณะของช้อนอาหารด้วย ช้อนสำหรับเด็กวัยแรกเกิดควรจะมีขนาดเล็กพอดี และทุกส่วนของช้อนต้องไม่คม เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้ และคุณแม่จะต้องหาช้อนที่มีสีสันสวยงามบ้าง เพื่อจะได้เป็นที่ดึงดูดสายตาของเจ้าตัวเล็กนั่นเอง เด็กวัยนี้จะเริ่มมีพฤติกรรมชอบเลียนแบบ เห็นอะไรนิดอะไรหน่อยก็จะทำตาม เพราะฉะนั้นแล้วคุณแม่ต้องใช้พฤติกรรมแบบนี้ให้เกิดประโยชน์ โดยการสาธิตการใช้ช้อนทานอาหารให้ลูกดู เมื่อลูกน้อยเห็นก็จะทำตามจนสามารถทานอาหารเองได้อย่างคล่องแคล่ว การให้เจ้าตัวเล็กทำเพียงครั้งเดียวอาจไม่ได้ช่วยอะไรมาก คุณแม่ควรกระตุ้นให้ลูกทำบ่อยๆ ในช่วงที่กำลังเริ่มฝึกเด็กอาจจะยังทำได้ไม่ดีพอ ให้คุณแม่ค่อยๆดันมือลูกที่ถือช้อนอยู่เข้าปากเบาๆ จากนั้นคุณแม่ก็เป็นฝ่ายป้อนข้าวบ้าง เพราะลูกน้อยจะได้ไม่เบื่อกับการฝึกทานอาหารด้วยตัวเอง แบ่งถ้วยอาหารออกเป็นสองถ้วย ถ้วยขนาดเล็กสำหรับให้ลูกทานเอง และถ้วยขนาดใหญ่สำหรับคุณแม่ป้อนให้ลูก วิธีนี้จะช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้นและไม่ทำให้อาหารตกเลอะเทอะบนพื้น เมื่อเด็กเริ่มทานอาหารเองได้ คุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องแยกถ้วยอีกต่อไปแล้ว นอกจากจะฝึกให้ลูกใช้ช้อนแล้ว คุณแม่ควรจะฝึกลูกให้ใช้มือในการหยิบจับอาหารด้วย เพราะการทานอาหารในบางครั้งจะต้องใช้มือร่วมด้วย หลักการก็เหมือนกับการใช้ช้อน เพียงแค่เปลี่ยนจากช้อนเป็นมือเท่านั้นเอง ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่คือเด็กไม่ยอมฝึกทานอาหาร แต่ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพียงแค่คุณแม่ลองหาเมนูอาหารที่ล่อตาล่อใจมาให้เจ้าตัวน้อยได้ทานบ้าง จะทำให้เด็กสนใจที่จะหยิบจับมันขึ้นมา จากนั้นคุณแม่ก็เริ่มใช้เคล็ดลับที่แนะนำไปได้เลย

Countinue Reading